MENU
martin-sanchez-j2c7yf223Mk-unsplash

2020.5.13

user-icon

ปรากฎการณ์ย้อนกลับสู่ดินแดนมหาอำนาจแห่งเอเชีย

アクセス数: 267
นับจาก ค.ศ. 2018 เป็นต้นมา ประเทศไทยและญี่ปุ่นกำลังประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง เนื่องจากปัจจัยหลักของการส่งออกซึ่งขาดดุลการค้า การออกนโยบายรัฐบาลที่เอื้อผลประโยชน์ต่อนายทุนรายใหญ่ ผลิตผลทางอุตสาหกรรมการเกษตรล้นตลาด รวมถึงลักษณะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นใช้ระบบออนไลน์เข้าทดแทน

Talk about with CEO, mediator co., ltd.

คุณกันตธร วรรณวสุ / ประสบการณ์ศึกษาและทำงานในประเทศญี่ปุ่นรวม 15 ปี หลังจากจบการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไซตามะ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ได้เข้าทำงานที่สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรม สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ตำแหน่งผู้ช่วยที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรม


Kantatorn (1)

จากประสบการณ์ที่ผมได้ไปเป็นวิทยากรตามงานสัมมนาบ่อยครั้ง ทำให้ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้บริหารและคณะอาจารย์หลายท่าน หนึ่งในจำนวนคือ ผศ.ดร. ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการแลกเปลี่ยนทรรศนะด้วยหัวข้อน่าสนใจ ว่าด้วยเรื่องของ “นับจากนี้ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังจะย้ายกลับสู่จุดเดิม” แล้วจุดเดิมมันอยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร วันนี้เรามาทำความเข้าใจกัน

จากบทวิเคราะห์ของ International Monetary Fund หรือ IMF (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 0001-2019) พบว่าแท้จริงแล้วศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกเคยอยู่ที่ประเทศจีนและอินเดียมานานกว่า 1800 ปี แต่พอเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมจากประเทศอังกฤษ โปรตุเกส สเปน ฝรั่งเศส ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น ในยุคล่าอาณานิคมอดีตที่อังกฤษเคยทำการรุกล้ำอาณานิคมตามหัวเมืองใหญ่ในประเทศอินเดีย หลังจากยึดครองแล้ว ก็ได้ใช้อินเดียเป็นนกต่อเพื่อทำสงครามการค้าบีบให้จีนต้องนำเข้าฝิ่นจากอินเดีย โดยอ้างว่าอินเดียเสียดุลการค้าเนื่องจากนำเข้าชาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก จนนำไปสู่การทำสงครามฝิ่น ทำให้ประเทศจีนพ่ายแพ้ในที่สุด


austrian-national-library-I_yc0aIt0Dg-unsplash

เมื่อสองมหาอำนาจแห่งเอเชียพ่ายแพ้ให้กับประเทศล่าอาณานิคม เศรษฐกิจจึงได้ย้ายเวทีไปที่ทวีปยุโรปแทน และหลังจากนั้นจึงเกิดสงครามโลก 2 ครั้ง (สงครามโลกครั้งที่ 1 ค.ศ. 1914-1918, สงครามโลกครั้งที่ 2 ค.ศ. 1939-1945) ทำให้ยุโรปกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างฝ่ายอักษะและสัมพันธมิตร หลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จบลง ส่งผลกระทบให้ยุโรปเสียหายอย่างหนักและต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟูนานกว่าทศวรรษ ด้วยเหตุนี้ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกจึงได้ย้ายไปที่สหรัฐอเมริกาแทน เนื่องจากอเมริกาเป็นผู้นำของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยมีช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ราว 70 ปี ทั้งเทคโนโลยี ระบบทหาร การคมนาคม และตลาดหุ้น จากนั้นได้ชะลอตัวลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากในช่วงที่อเมริกาเป็นศูนย์กลางของโลก จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างที่เราทุกคนทราบกันดี อาจารย์ปิติ ได้ให้มุมมองและข้อคิดอย่างน่าสนใจว่า คำนิยามความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น VUCA หรือ Mega Trend ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น เป็นเพียงเพราะศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก กำลังจะย้ายกลับไปยังประเทศจีน เหมือนที่เคยเป็นมายาวนานกว่า 1,800 ปีในอดีตเท่านั้นเอง


adi-constantin-C8Z5DvtWQMw-unsplash

ทำไมขั้วเศรษฐกิจจะย้ายกลับมาที่จีน

กลับมามองที่ประเทศจีนในปัจจุบันกันอีกครั้งจะพบว่า ด้วยการบริหารภายใต้ปรัชญา 14 ข้อ ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตมากกว่าทุกชนชาติในเอเชีย ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ “เมืองเซินเจิ้น” ที่พลิกโฉมภาพลักษณ์จากนักลอกเลียนสินค้า ให้กลายเป็นซิลิคอน วัลเลย์ มิหนำซ้ำ จีนกำลังริเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาการทั้งหมดด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบการแพทย์ การสื่อสาร การคมนาคม-ส่งออก ตั้งแต่หัวเมืองใหญ่ฝั่งเหนือ (ปักกิ่ง) จรดใต้สุด (กว่างโจว)

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของขั้วเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบอย่างไรกับประเทศไทยและญี่ปุ่น

สำหรับประเทศไทย อาจจะเป็นเรื่อง “ดี” ครับ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน มีความแน่นแฟ้นดุจดั่งพี่น้อง อีกทั้ง จีนยังชมชอบวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของประเทศไทย ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเป็นจำนวนมหาศาล นอกจากนั้นไทยเรายังขึ้นชื่อว่าเป็น Kitchen of The World ครัวโลกชั้นยอด หรือแหล่งผลิตอาหารคุณภาพสูง ทำให้การส่งออกวัตถุดิบและพืชพรรณธัญญาหารได้รับการยอมรับระดับสากล

ส่วนประเทศญี่ปุ่น ควรมีการปรับตัวในหลาย ๆ เรื่องเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในยุคต่อจากนี้ ยกตัวอย่างเช่นการวางกลยุทธ์หรือวางนโยบายประเทศเป็นประเทศ Super OEM เนื่องจากญี่ปุ่นน่าจะมีความถนัดในการผลิตมากกว่าการขายสินค้า ในอดีตญี่ปุ่นเคยรับบทเรียนครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า จากกรณีซัมซุงและโซนี โดยมีเรื่องเล่ากันว่า ว่า บริษัทซัมซุงจะพัฒนาสินค้าด้วยการรับฟังเสียงจากผู้บริโภค แต่ผู้ผลิตค่ายญี่ปุ่น มักจะพัฒนาสินค้าจากไอเดียของแผนก R&D ภายในบริษัทเป็นหลัก ซัมซุงที่ต้องการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีการผลิต ได้ลงทุนจ้างพนักงานทางด้านเทคนิคและพัฒนาสินค้าที่เกษียนแล้วจากโซนี ให้นั่งเครื่องบินมาทำงานที่เกาหลีใต้แบบไปกลับทุกวันเป็นระยะเวลา 2 ปี จากนั้นใช้วิธีไล่คนเดิมออกแล้วรับคนใหม่ที่เพิ่งจะเกษียนเข้ามาแทน จนสุดท้ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากซัมซุง สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากโซนีได้เกือบทั้งหมด


sean-pollock-PhYq704ffdA-unsplash

อีกหนึ่งกรณีที่ทางบริษัทญี่ปุ่นควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วนคือ วิธีการประชาสัมพันธ์สินค้า เพราะเมื่อปีที่แล้วมีข่าวการเปิดตัวรถยนต์ NEW MG ZS EV บริษัท MG ได้เชิญสื่อไทยเข้าไปดูขั้นตอนการผลิตรถยนต์ในโรงงาน ทั้งแนะนำรายละเอียดเฉพาะด้าน เพื่อสร้างปฎิสัมพันธ์ความเข้าใจและเข้าถึง ส่งผลให้ข่าวประชาสัมพันธ์ที่ออกมากลายเป็นกระแสบวกในสังคม เช่น MG เป็นผู้นำทางด้านรถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่ง สมรรถนะรถล้วนผ่านการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญและได้การยอมรับจากสถาบันระดับสากล หรือแม้กระทั่งการเสนอราคาเริ่มต้นเพียง 1,190,000 บาท เท่านั้น ต่างกับญี่ปุ่นที่พยายามปกปิดทุกอย่างเป็นความลับ และพยายามตั้งราคาสินค้าแพง ๆ โดยให้เหตุผลว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่

เช่นตัวอย่างที่เราเห็นจากปรากฎการณ์แข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ผมก็เลยมานั่งคิดทบทวนว่าแล้วทำไม Nissan Leaf จากค่าย Nissan ถึงไม่ได้ถูกกล่าวถึงนัก น่าจะเป็นเพราะการตั้งราคาขายเริ่มต้นที่แพงมาก และขาดการทำประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงง่าย ทำให้พ่ายต่อกลยุทธ์ราคาและการขยายฐานกลุ่มตลาดรายใหม่ในเอเชียของยี่ห้อค่ายรถจากประเทศจีน

หวังว่าประเทศญี่ปุ่นจะสามารถปรับตัวได้ทันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะเราเชื่อว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนเก่ง มีความมุมานะอดทน อย่างที่พวกเราชอบมองยกย่องให้เป็นประเทศรุ่นพี่ต้นแบบมาตลอดหลายสิบปีครับ

Ranking