MENU
5

2020.5.8

user-icon

เข้าใจถึงหลักบริหารจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างระหว่างไทยและญี่ปุ่น

アクセス数: 279

Talk about with CEO, mediator co., ltd.

คุณกันตธร วรรณวสุ – ประสบการณ์ศึกษาและทำงานในประเทศญี่ปุ่นรวม 15 ปี หลังจากจบการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไซตามะ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ได้เข้าทำงานที่สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรม สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ตำแหน่งผู้ช่วยที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรม

บริหาร… บริบท…

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหากับภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่น จำเป็นต้อง “คิดและสร้าง” เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย แต่การจะคิดและสร้างให้เกิดประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล เพียงแค่คนเดียวก็คงจะไม่สามารถทำได้สำเร็จ ดังนั้น การรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อช่วยเหลือแบ่งปัน จึงเป็นวิธีแก้ไขปัญหาและสร้างทางเลือกของผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การจับกลุ่มเพื่อปลุกระดมความคิด พร้อมพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่เดิมอย่างซ้ำ ๆ คือ “หลักการทำไคเซ็น”


krys-amon-eAAR-0iDhic-unsplash


ในบทความนี้ ผมมีเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สมัยเอโดะ ที่อยากนำมาแบ่งปันสาระดี ๆ ให้ท่านผู้อ่านได้สามารถมองเห็นภาพรวมของการทำไคเซ็นได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม แล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ไปชมกันครับ

เชื่อว่าหลายท่านคงจะรู้จักกับ “มิยาโมโต้ มุซาชิ” ซามูไรผู้ไร้พ่าย นักดาบผู้ไม่เคยแพ้ให้กับใครหน้าไหนทั้งนั้น ในอดีต มุซาชิซัง ได้ออกท่องเที่ยวพเนจรไปประลองดาบตามหมู่บ้านต่าง ๆ จนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่แล้งแค้น มีแปลงปลูกข้าวได้แค่แปลงเดียว หนำซ้ำพอปลูกเสร็จ ยังถูกฝูงตั้กแตนถล่มกัดกินข้าวอย่างเสียหาย (อะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนั้น) ชาวบ้านจึงรวมกลุ่มกันครั้งใหญ่ พร้อมขอร้องให้มุซาชิซังช่วยแก้ไขปัญหานี้

หลังจากพูดคุยปรึกษากับหัวหน้าหมู่บ้าน มุซาชิซังได้เสนอว่า ปกติแล้วทุกเขตพื้นที่ในญี่ปุ่น จะปลูกข้าวได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น นั่นคือ ช่วงฤดูร้อน 3 เดือน ทีนี้ในระหว่าง 9 เดือนที่ว่าง ชาวบ้านทุกคนจะต้องมาประชุมกันซ้ำ ๆ ทุกวัน เพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด ตลอดที่ประชุมกัน 9 เดือน ก็มีวิธีเสนอแนะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นา ๆ เช่น ปลูกพืชไล่ฝูงตั้กแตน ขุดบ่อน้ำบาดาล สำรองน้ำทำการเกษตร หรือแม้แต่วิธีการหว่านเมล็ดเพื่อให้ข้าวเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายได้ข้อสรุปในเดือนที่ 8 และจัดแจงหน้าที่ตามความเหมาะสมให้กับคนในหมู่บ้านอย่างเรียบร้อย เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นฤดูปลูกข้าว ทุกคนต่างทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่แตกแถว เป็นระบบ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็ได้ข้าวที่สวยงามตามตั้งใจ

จากเรื่องเล่านี้ แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านทุกคนต่างให้ความสำคัญกับขั้นตอนวางแผนระดมสมอง เพราะหากวางแผนผิดพลาด อาจจะอดตายทั้งหมู่บ้านได้ ซึ่งวิธีคิดลักษณะนี้ ได้ถูกส่งต่อกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้คนญี่ปุ่นดูเป็นคนที่มีภาพลักษณ์จริงจังตลอดเวลา หรือที่เราเรียกกันว่า Serious Driven นั่นเอง

Serious Driven จะใช้ความเสี่ยงเป็น (โจทย์) และใช้รูปแบบการแก้ปัญหาเป็น (สมการ) เพื่อหา (ผลลัพธ์) ที่ดีที่สุด


benjamin-davies-Zm2n2O7Fph4-unsplash

แล้วถ้าเป็นการปลูกข้าวแบบไทย ๆ ล่ะ…

ประเทศไทยมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ปลูกสิ่งใดก็ขึ้นง่ายครับ ประเทศไทยสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง คือ นาปี (1 พ.ค. – 31 ต.ค.) และนาปรัง (1 พ.ย. – 30 เม.ย.) เรียกว่าปลูกได้ตลอดทั้งปีเลยแหละ แล้วท่านทราบหรือไม่ว่าข้าว 1 ไร่ หากชาวนานำไปสีเปลือกจะสามารถกินได้ตลอดทั้งปีเลยครับ และชาวนา 1 ครัวเรือน ก็ไม่ได้มีพื้นที่แค่ 1 ไร่ อย่างแน่นอน

สมมติว่าชาวนามีที่ 100 ไร่ ชาวนาคนนี้จะมีข้าวกินกี่ปี คำตอบคือ 100 ปี ครับ อยู่กันยาว ๆ ดังนั้น การทำนาในประเทศไทยเรา จึงไม่จำเป็นต้องวางแผนอะไรมากนักเท่ากับญี่ปุ่น เพราะชาวนาไทยสามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี แต่ปัญหาของชาวนาไทยกลับอยู่ตรงที่มีข้าวเหลือเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องนำข้าวไปแปรรูป หรือส่งออกไปตามต่างประเทศ

จากตัวอย่างการปลูกข้าวของชาวนาไทยและญี่ปุ่น สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะสื่อคือ “ไม่มีวิธีไหนถูกและผิด มีเพียงแค่บริบทหรือสถานะที่เราอาศัยอยู่เท่านั้นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมแตกต่าง” ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจกับลักษณะของบุคคล สังคม หรือสิ่งที่แสดงออก ว่าแก่นสาร ภูมิหลัง หรือสาระสำคัญแท้จริงคือสิ่งใด เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เราอยู่ในสังคมที่แตกต่างร่วมกันได้อย่างมีความสุข


58962d39a480b06e3933b6f69a524504

เรื่องเล่าข้าวไทยจากสมัยอโยธยา

สมัยอโยธยาบรรพบุรุษเราส่งข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวผ่านเรือสำเภาไปยังเกาะโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น และข้าวเหล่านั้น ชาวบ้านท้องถิ่นได้นำไปหมักและแปรรูปเป็นเหล้าอะวาโมริที่โด่งดัง ปัจจุบัน ญี่ปุ่น ยังนำเข้าข้าวไทยปีละ 30000 ตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นเหล้าอะวาโมริส่งต่อทั่วโลก

Ranking