MENU
4

2020.5.8

user-icon

ข้อสังเกตและวิธีคิดเพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

アクセス数: 325

Talk about with CEO, mediator co., ltd.

คุณกันตธร วรรณวสุ – ประสบการณ์ศึกษาและทำงานในประเทศญี่ปุ่นรวม 15 ปี หลังจากจบการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไซตามะ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ได้เข้าทำงานที่สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรม สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ตำแหน่งผู้ช่วยที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรม

แลกเปลี่ยนประสบการณ์

ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้ไปสังสรรค์กับคนญี่ปุ่น จะชอบมีคำถามว่า “ทำไมคนไทยย้ายงานบ่อย หรือทำไมคนไทยไม่รู้รายละเอียดงานแต่ยังคงมีความมั่นใจสูง” คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่กวนใจผมเสมอมา และคนที่ถามผมเขาลืมไปแล้วเหรอว่าผมก็เป็นคนไทยเช่นกัน

นอกจากคำถามที่ชวนให้หัวร้อนหน่อย ๆ แล้ว คนญี่ปุ่นเหล่านี้ จะชอบมาปรับทุกข์กับผมเกี่ยวกับนิสัยและทัศนคติพนักงานไทยทุกครั้งที่พบเจอ เช่น จะทำให้คนไทยไม่ย้ายงานจะต้องเพิ่มเงินเดือนอย่างเดียวใช่ไหม หรือทำไมคนไทยไม่รู้จักการตรงต่อเวลาและกริยาสำรวมเวลาทำงาน จากประโยคเหล่านี้ ผมก็เลยมานั่งคิดทบทวนว่า แล้วเพราะอะไรล่ะทุกครั้งที่มากินเหล้า จะต้องมานั่งฟังเรื่องพวกนี้กันตลอด จนกระทั่งผมตกผลึกความคิดได้ว่า

1. หากมองย้อนไปที่บริบททางสังคมญี่ปุ่น ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รุ่นเบบี้บูมเมอร์ ประชากรวัยนี้ จะมีการต่อสู้ดิ้นรนภายใต้ภาวะอดอยากจากสงครามและภัยธรรมชาติ ทำให้ทุกการอยู่รอดของชีวิต จะต้อง “คิด” ตลอดเวลา ดังนั้น ระเบียบวินัยและการร่วมแรงร่วมใจ จึงกลายเป็นสาระสำคัญที่ถูกส่งต่อชุดความคิดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

2. ระบบความคิดของคนญี่ปุ่น จะมีลักษณะคล้ายเรขาคณิตทรงสี่เหลี่ยม คือมีกรอบแบบแผนชัดเจน แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือจะถนัดการทำอะไรที่ชัดเจน มีเหตุและผลรองรับ ส่วนข้อเสีย ขาดความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ

3. ผู้บริหารวัย 45 ปี ขึ้นไป ที่ถูกส่งมายังประเทศไทย ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการฝึกอบรมและเรียนรู้ทัศนคติคนไทยมาก่อนเลย คือถูกส่งมาเพื่อบริหารงานแบบญี่ปุ่นขนานแท้


kantatorn

โฟกัสภาพรวมและบุคคล

กลับกัน แล้วถ้าลองมองในมุมพนักงานไทยล่ะ “คนไทย” จะมีชุดความคิดในเรื่องของพระเดช (Position Power) พระคุณ (Personal Power) เข้ามา และทั้งสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร เรามาทำความเข้าใจกัน

พระเดช (Position Power) คือการใช้อำนาจและบทบาทหน้าที่ในการออกคำสั่ง ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานแบบมีลำดับขั้นชัดเจน ทั้งช่วยจัดระบบระเบียบความเรียบร้อยในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากเน้นการใช้พระเดชมากเกินจำเป็น จะส่งผลให้พนักงานเกิดความอึดอัดอยากลาออก

พระคุณ (Personal Power) คือการช่วยเหลือและสร้างความเข้าอกเข้าใจ พระคุณจะแสดงประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อมีการรับและให้ (รับและให้ในที่นี้ อาจไม่ใช่สิ่งของ หากแต่เป็นน้ำใจ หรือความช่วยเหลือก็ได้) แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน คือขาดความยำเกรงและมองข้ามวินัย ทำให้การสั่งงานในอนาคตอาจขาดความน่าเชื่อถือได้

หากให้ผมแนะนำ การจะบริหารพนักงานไทยให้เกิดประสิทธิภาพ คนญี่ปุ่นจำเป็นที่จะต้องใช้พระคุณนำแล้วค่อยใช้พระเดชตาม เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะชอบความประณีประนอม ชอบการเจรจา และอยู่ในที่สบายใจ ดังนั้น หากคิดอยากจะลองปรับเปลี่ยน ก็ไม่ใช่เทคนิคที่ยากเกินไปนัก สำหรับความสามารถของผู้บริหารองค์กร

PDCA ไทย – PDCA ญี่ปุ่น

การทำ PDCA เป็นทฤษฎีสากลที่ได้รับการยอมรับจากทุกประเทศ แต่ด้วยความต่างทาง 3C-Culture Context Content ระหว่างไทยและญี่ปุ่น ทำให้เกิดปัญหาขณะร่วมงานกันบ่อยครั้ง ยกตัวอย่าง เคยมีโครงการหนึ่งของบริษัทผมที่มีกำหนดระยะเวลาการทำงานนานถึง 9 เดือน (ทำร่วมกับคนญี่ปุ่น) เราใช้เวลาประชุมร่วมกันตั้งแต่เดือนแรกถึงกำหนดแผนการ ถ้าเป็นคนไทยการประชุมวางแผนจะมีระยะเวลาที่สั้นกระชับ ได้ข้อสรุปเร็ว แต่มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนหน้างานได้ แต่คนญี่ปุ่นไม่ใช่ พวกเขาจะใช้เวลาวางแผนนานถึง 6 เดือน ปรับไปปรับมาจนพอใจ จากนั้นค่อยลงมือทำ แต่ในช่วงที่ลงมือห้ามทำผิดขั้นตอนเด็ดขาด ไม่งั้นจะเป็นปัญหาใหญ่โตมาก


kantatorn3

สัมมนาแก้ไขปัญหา

เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยถูกเชิญให้ไปเป็นวิทยากรกับบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่จังหวัดสระบุรี บริษัทนี้ มีปัญหาตรงที่พนักงานไทย ไม่ชอบหน้าผู้บริหารญี่ปุ่น ทั้งไม่สามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจตลอดเวลา ซึ่งสาเหตุมันก็มาจากสองปีที่แล้ว มีผู้จัดการคนไทย (General Manager) เสียชีวิตกระทันหัน ผู้จัดการคนนี้เป็นคนสำคัญมาก และเป็นคนที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ แต่ผู้บริหารญี่ปุ่นกลับสั่งห้ามไม่ให้พนักงานไทยไปร่วมงานศพแม้แต่คนเดียว เพราะไม่ต้องการให้หยุดงานผลิต ส่งผลให้พนักงานไทยรู้สึกว่าผู้บริหารคนนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนไทยเลย ขนาดเป็นถึงระดับผู้จัดการยังปฎิบัติแบบนี้ แล้วถ้าเป็นพนักงานทั่วไปจะถูกหมางเมินขนาดไหน

อีกเหตุการณ์ มีพนักงานวัยรุ่นในสายงานผลิต ทำงานผิดพลาด ผู้บริหารคนนี้ก็เลยเรียกไปตักเตือน แต่ด้วยความที่พนักงานยังเด็ก การแสดงออกหรือกริยาท่าทางยังไม่สำรวมพอ ชอบคุยเล่นกันในขณะตักเตือน ทำให้ผู้บริหารญี่ปุ่นโมโหมาก ก็เลยถีบเก้าอี้ (ไม่ได้ตั้งใจ) ไปโดนเด็ก แต่ถ้ามองอีกมุมในวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบใจเขาใจเรา การไม่สำรวมในขณะตักเตือนถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเหมือนกับไม่ให้เกียรติและความเคารพต่อคู่สนทนา

ในช่วงสัมมนา ผมพยายามอธิบายถึงวิธีคิดและวิธีหาจุดร่วมระหว่างคนไทยและญี่ปุ่น ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปถึงการใช้ 3C เช่นเดิม เพราะการจะอยู่ร่วมกันได้ ต่างฝ่ายต่างต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่น เข้าใจในวัฒนธรรม Culture ของอีกฝ่าย เข้าใจในบริบท Context การ Kaizen เพื่อความอยู่รอด และสุดท้าย เข้าใจในการสื่อสาร Content ออกไป เพื่อให้เกิดการมองเห็นภาพร่วมกัน

“การพยายามเรียนรู้และเข้าใจอีกฝ่ายคือจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จในอนาคต”

Ranking