MENU
pixta_57806935_L

2020.10.27

user-icon

เรื่องเล่าจากก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และ BOI

アクセス数: 49

หลายคนอาจจะสงสัยว่าก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และ BOI มันเกี่ยวข้องกันอย่างไรใช่ไหมล่ะครับ วันนี้ ผมก็เลยจะมาเล่าถึงบทวิเคราะห์เล็กๆ น้อยๆ จากมุมมองส่วนตัว เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบถึงความเป็นมาของระหว่างทั้ง 3 สิ่ง ว่ามีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างไรกับหน้าประวัติศาสต์ไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2481-2487 สมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ช่วงเวลานั้น รัฐบาลได้ทำการออกนโยบายรัฐนิยม 12 ฉบับ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เฟื่องฟู ภายใต้วิธีคิด “ไทยทำไทยใช้” และอาหารก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางสำหรับประชาชน รัฐบาลได้พยายามรณรงค์ให้คนไทยบริโภคก๋วยเตี๋ยวคนละ 1 ชามต่อวัน หากคนไทยทุกคนพร้อมใจกันบริโภคก๋วยเตี๋ยว จะมีจำนวนมากถึง 18 ล้านชามต่อวัน และประเทศไทยจะมีรายได้หมุนเวียนทั่วประเทศมากถึง 90 ล้านสตางค์ หรือคิดเป็นสกุลเงินปัจจุบัน จะเทียบเท่ากับ 900,000 บาท เลยทีเดียว

จอมพลแปลก

(จอมพลป. พิบูลสงคราม หรือจอมพลแปลก สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี)

ด้วยการหมุนเวียนของเงินทุนอันมหาศาล รัฐบาลจึงได้พยายามผลักดันผู้ประกอบการณ์ไทยให้เปิดโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยวขึ้น และหากใครทำการเปิดโรงงาน ก็จะได้สิทธิพิเศษในการกู้ยืมทางด้านธุรกรรมต่างๆ

นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว “ผัดไทย” ก็เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐนิยม 12 ฉบับด้วยเช่นกัน แท้จริงแล้ว ผัดไทย มีชื่อเดิมว่าก๋วยเตี๋ยวผัด แต่ด้วยความที่อยากจะสร้างการจดจำให้กับชาวต่างชาติและตอกย้ำความเป็นไทยแท้ จึงได้ทำการปรับเปลี่ยนชื่อขึ้นมาใหม่ ทั้งพยายามปรับคำให้สั้นลงและฟังติดหูยิ่งขึ้น ซึ่งต้องขอชื่นชมเลยว่า ด้วยวิธีการนี้ ทำให้เมนูผัดไทยประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

pan fried shrimp pad thai with lime

หลังจากนโยบายผลักดันอาหารประสบความสำเร็จ รัฐบาลก็ได้พยายามสร้างศูนย์กลางการลงทุนขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ฺBOI) จนถึงทุกวันนี้

จากก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และ BOI พอจะเห็นภาพรวมกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าทั้ง 3 มีการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน แต่สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจตรงกันก็คือ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน) เกิดจากเหตุการณ์ตามแต่ละช่วงเวลาที่ถูกนำมาร้อยเรียงให้เป็นประวัติศาสตร์ เมื่อคนรุ่นหลังที่ได้มาศึกษา ก็จะเกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่ดีและสิ่งที่ผิดพลาด แล้วเมื่อเกิดการเรียนรู้จนเข้าใจ ก็จะทำให้สามารถประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้

จากสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมด คือหลักของการปะติดปะต่อความรู้ต่างๆ ที่เหมือนกับเม็ดทราย ให้ขมวดเป็นเรื่องเดียว หลังจากขมวดใจความสำคัญได้แล้ว ก็ต้องรู้จักวิธีประมวลผลให้เรื่องราวดูมีความน่าสนใจ น่าค้นหา และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ สารที่ถูกส่งออกไป จะต้องไม่ถูกแต่งเติมจนบิดพลิ้วเกินความเป็นจริง

isaac-smith-AT77Q0Njnt0-unsplash

FLOW PROCESS

เหตุการณ์ที่ 1 (Data Information) + เหตุการณ์ที่ 2 (Data Information) + เหตุการณ์ที่ 3 (Data Information) – ร้อยเรียงเหตุการณ์ (Timeline) – ถ่ายทอดสาร (Message) – ผู้รับสาร (Personal)

Ranking