MENU
11

2016.6.21

user-icon

ค่านิยมที่เหมือนกันของคนเอเซีย | การบริหารองค์กรสไตล์เอเซีย vol.02

アクセス数: 5581

ค่านิยมที่เหมือนกันของคนเอเซีย

ครั้งที่แล้วผมได้กล่าวถึง ‘ส่วนที่คนไทยและคนญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกัน’ ซึ่งการที่มีค่านิยมและวิธีการคิดที่คล้ายคลึงกันนั้น น่าจะส่งผลที่ดีต่อการบริหารจัดการองค์กร และในครั้งนี้เราจะมาดูกันในรายละเอียดว่ามีอะไรบ้างที่คนไทยและญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกัน

Harmony วัฒนธรรมการอยู่กันแบบครอบครัว

มีหลายครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์พนักงานคนไทยในบริษัทลูกค้าและถามคำถามว่า ‘ถ้าจะอธิบายวัฒนธรรมองค์กรของคุณด้วยคำพูดเพียงคำเดียว คำนั้นคือคำว่าอะไร?’ ซึ่งจะมีคำหนึ่งที่ได้รับคำตอบกลับมาหลายๆครั้งคือคำว่า ‘ความเป็นครอบครัว’ จึงอาจกล่าวได้ว่าค่านิยมของคนไทยที่ต้องการใช้เวลากับเพื่อนร่วมงานกันดุจสมาชิกในครอบครัว ไปทานอาหาร ไปเที่ยวและทำกิจกรรมในโอกาสต่างๆร่วมกันนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ประเทศญี่ปุ่นเองก็ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมลักษณะนี้เช่นเดียวกัน เช่น เราจะเห็นได้จากการที่หลายๆบริษัทของญี่ปุ่นมักมีคำว่า ‘和 การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน’ อยู่ในวิสัยทัศน์ขององค์กรต่างๆ การให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มอย่างกลมกลืน การมีความเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีในองค์กรของญี่ปุ่น และการคบหากับเพื่อนร่วมงานในองค์กรเปรียบเสมือนคนในครอบครัวนั้น ก็ถือเป็นความคิดหนึ่งที่มีในประเทศญี่ปุ่นมาช้านาน ตัวอย่างกิจกรรมที่เราเห็นและเข้าใจได้ง่ายคือ ‘飲み会 การดื่มเหล้าร่วมสังสรรค์กันระหว่างเพื่อนร่วมงาน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในองค์กรเดียวกันได้มีโอกาสพูดคุยเปิดอกซึ่งกันและกันนอกเหนือเวลางาน ส่งผลช่วยทำให้องค์กรมีความแข็งแกร่ง และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมการผลิตของโลก

จึงอาจกล่าวได้ว่า ทั้งประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างก็ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันโดยการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรเชิงปรองดอง (Harmony) เหมือนกันทั้งสองประเทศ

Share ค่านิยมการแบ่งปัน

เมื่อมองย้อนกลับไปในสมัยโบราณจะเห็นว่ากลุ่มคนที่ทำการเกษตรและอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นลักษณะพื้นฐานสำคัญหนึ่งของคนใน ‘ทวีปเอเซีย’ การใช้ที่ดินหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันถือเป็นเรื่องปกติ การแบ่งปันแรงงาน การแบ่งปันผลผลิตที่ได้จากพื้นที่การเกษตรนั้นเลยจึงถือเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นลักษณะเด่นของการทำเกษตรกรรมของคนในเอเซียเลยก็ว่าได้ ส่วนทวีปยุโรปนั้น มีการพัฒนาการอาศัยอยู่ร่วมกันการจากทำแบ่งทำพื้นที่การเกษตรเป็นบุคคลอย่างชัดเจน จึงอาจเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า คนยุโรปเป็นคนลักษณะ individualism (ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูง) และคนเอเซียเป็นคนลักษณะ collectivism (ให้ความสำคัญกับสังคมส่วนรวมสูง) ในปัจจุบัน

ค่านิยมของการแบ่งปัน (Share) นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำงานในองค์กรของคนเอเซีย เช่น การช่วยกันทำงานเป็นทีม (การร่วมกันแบ่งปันแรงงาน) นั้น ถือเป็นเรื่องที่ทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก เคยมีผู้จัดการคนไทยที่ออกความเห็นในงานสัมมนาฝึกอบรมหนึ่งว่า ‘อยากให้ตั้งเป้าหมายเป็นเป้าหมายของทีม ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของบุคคล และให้ทุกคนร่วมกันยินดีเมื่อพวกเราทำงานนี้สำเร็จ’ ซึ่งความคิดลักษณะนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนไทยและคนญี่ปุ่นเองก็มีความคิดที่เหมือนๆกัน และให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มากในการทำงาน

ค่านิยมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย กับวัฒนธรรมทางความคิด

มีผลการสำรวจการทำแบบสอบถามกับคนชาติต่างๆในเอเซียเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่อง ‘สิ่งที่ต้องการจากสถานที่ทำงาน’ ซึ่งผลกล่าวว่าคนในเอเซียตะวันออกส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคนจีน เกาหลี รวมทั้งคนไทยและคนประเทศต่างๆตอบเหมือนๆกันว่า ‘ค่าตอบแทนที่สูง’ แต่คนญี่ปุ่นกลับเลือกที่จะตอบว่า ‘ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในองค์กร’ หรือ ‘เนื้อหาของงาน’ ซึ่งเมื่อดูผิวเผินเราอาจจะมองได้ว่า ‘คนญี่ปุ่นชอบทำงานมาก’ แต่ว่า ‘คนเอเซียชาติอื่นๆชอบเงิน’ (ที่มา (ภาษาญี่ปุ่น) :http://www.mag2.com/p/news/193042)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศญี่ปุ่นเองก็เคยมีอดีตมียุคสมัยที่ทุกคน ‘ชอบเงิน’ คือช่วงยุคเศรษฐกิจเติบโตก่อนยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ของญี่ปุ่น ในยุคสมัยนั้นเศรษฐกิจมีการเติบโตสูงมาก มีคำศัพท์ ‘財テク เทคนิคการบริหารเงินในกระเป๋า’ เป็นคำฮิตนิยมในสังคม ทุกคนให้ความสนใจกับการลงทุนและอสังหาริมทรัพย์ และคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เงินเพิ่มขึ้น ซึ่งค่านิยมของคนนั้นมักจะได้อิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆ กล่าวกันว่า โดยเฉพาะสิ่งที่ได้รับจากสภาพสังคมแวดล้อมรอบข้างในช่วงอายุ 10-20 ปีนั้นจะอิทธิพลการค่านิยมของคนเป็นอย่างมาก ประเทศไทยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการเติบโตทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง จึงอาจเป็นสาเหตุให้คนไทยช่วงอายุ 20 ในปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่า Gen Y มีค่านิยมที่ชอบใช้จ่ายเงิน ซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็เป็นได้ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเสมอกับสังคมที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ

คนชาติเดียวกันที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกันเองก็สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างทางค่านิยมนี้ได้ ในญี่ปุ่นเองมีคำที่เรียกคนที่ยังมีช่วงอายุ 20 ถึงไม่เกิน 30 ปีว่า ‘ゆとり世代 รุ่นไม่เครียด’ ซึ่งการทำงานในที่ทำงานเดียวกันกับคนที่เกิดและเติบโตมาในยุคสมัยที่แตกต่างกันและมีค่านิยมแตกต่างกันนั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรได้รับความสำคัญในการบริการองค์กร ซึ่งการจัดสัมมนาการบริหารคน Gen Y ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย ก็คงมีที่มาที่ไปไม่ได้แตกต่างกัน

กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดก็มักจะมีเรื่องคล้ายๆกันเกิดขึ้นเสมอ อาจจะต่างวาระต่างโอกาสเนื่องจากช่วงจังหวะที่เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่สิ่งที่เป็นองค์ประกอบที่จะสร้างค่านิยมของคนนั้นมักจะคล้ายคลึงกันเสมอ คนญี่ปุ่นเองเวลาทำงานกับคนต่างประเทศมักจะได้พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างทางค่านิยม แต่อยากให้ลองเปลี่ยนมุมมองและวิธีการคิดใหม่ว่า ความแตกต่างนั้นอาจไม่ได้เกิดจาก ‘เพราะบุคคลคนนี้เป็นคนไทย’ หรือ ‘เพราะบุคคลคนนี้เป็นคนญี่ปุ่น’ แต่อยากให้มองถึงที่มาที่ไปและองค์ประกอบแวดล้อมว่าความต่างกันอาจจะเป็นเพราะต่างวาระต่างโอกาสเท่านั้น แล้วเราจะเห็นถึง ‘ความเหมือนกัน’ มากกว่าการที่เราจะจับผิดกันว่า ‘เราแตกต่างกันอย่างไร’ และจะช่วยทำให้เราทำงานร่วมกับคนต่างสัญชาติได้อย่างกลมกลืน

บทความนี้เขียนให้กับคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรของคนเอเซีย ซึ่งคิดว่าคงมีหลายคนที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งหัวหน้างานหรือว่าผู้จัดการต่างๆ ซึ่งตั้งแต่ครั้งต่อไปเราจะมาคุยกันถึงเรื่อง ‘บทบาทหน้าที่ของผู้นำ’ ครับ

日本語版はこちら

[ การบริหารองค์กรสไตล์เอเซีย ] สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่น

บทความต่อเนื่องนี้เป็นบทความที่เขียนเป็นภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่น สำหรับคนไทยที่ทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นที่ทำงานในประเทศไทย รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นที่คิดจะตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทยต่อจากนี้ ผมเองก็จะพยายามสร้างทีมของผมให้เป็นทีมที่มีความสุข และจะแชร์ความรู้และประสบการณ์ในการทำงานในฐานะที่ปรึกษาด้านบุคลากรของผมให้แก่ทุกท่านผ่านการเขียนบทความนี้ หวังว่าบทความนี้จะช่วยสร้างให้ความสัมพันธ์ในการทำงานของคนไทยและคนญี่ปุ่นดีขึ้นครับ(บทความที่เกี่ยวข้อง)(บทความภาษาญี่ปุ่น)
คัทสึฮิโระ นากามุระ : จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโซเฟีย และเข้าทำงานที่แรกที่บริษัทเนสท์เล่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2001 ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 เข้าทำงานที่บริษัท Link and Motivation Inc. ดูแลโปรเจคการพัฒนาบุคลากรและการปรับโครงสร้างองค์กร ปี ค.ศ. 2010 เข้าทำงานที่บริษัท GLOBIS Corporation ประจำการที่ประเทศสิงค์โปร์ ดูแลเรื่องโปรเจคการพัฒนาบุคลากรต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี ค.ศ. 2014 ได้ก่อตั้งบริษัท เอเชียน ไอเดนติตี้ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านบุคลากรและองค์กร พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ปัจจุบันใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการให้บริการปรึกษาคัดเลือกและพัฒนาบุคลากร สร้างวัฒนธรรมองค์กร ระบบการประเมินบุคลากร ให้แก่บริษัทต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Asian Identity Co., Ltd.
URL : http://asian-identity.com/
FB : www.facebook.com/asian.identity

Ranking